top of page

ฟิลเลอร์คืออะไร มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร

อัปเดตเมื่อ 7 ธ.ค. 2565


ระยะหลังมานี้ผมมองว่าคนไทยเริ่มทัศนคติที่ดีขึ้นเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ แต่ก็ยังมีคนอีกบางส่วนยังคงยึดติดและมองว่าฟิลเลอร์เป็นสิ่งที่ดูน่ากลัว ฉีดแล้วทำให้หน้าดูไม่ธรรมชาติ เมื่อซัก 3-4 ปีก่อน ถ้าผมแจ้งว่าปัญหาของลูกค้าสมควรแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์ ลูกค้าจะขมวดคิ้วขึ้นมาทันที พร้อมกลับเปล่งเสียงดังๆว่า ไม่อาววว.. วันนี้ผมเลยอยากจะให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักฟิลเลอร์กันมากขึ้น โดยผมจะแบ่งหัวข้อที่ผมเล่าให้ฟังแบบนี้

  • ฟิลเลอร์คืออะไร

  • ประเภทของฟิลเลอร์

  • วัตถุประสงค์ของการฉีด

  • HA filler แต่ละตัวมีความแตกต่างกันอย่างไร

  • สรุป

 

อย่าลืมรับชมภาพเคสรีวิวได้ดีที่ >>> รวมภาพรีวิวเคสปกป้องคลินิก

 

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ หรือ filler แปลตรงๆตัวเลยครับก็คือสารเติมเต็ม ก็คือเป็นการ fill ส่วนที่ขาดของเรา โดยใช้สารชนิดใดๆ ลงไปนั่นเอง ซึ่งคำว่าสารเติมเต็มนี้ ในช่วงปีก่อนๆผมเห็นว่า ads โฆษณาของหลายคลินิกก็ใช้บ่อย เพราะหลายคนยังกลัวคำว่าฟิลเลอร์อยู่ ทีนี้สารที่ใช้ทำฟิลเลอร์มันคืออะไรกันละ


ประเภทของฟิลเลอร์

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าในสมัยก่อนกับ ณ ปัจจุบัน ประเภทของฟิลเลอร์ที่ใช้นั่นมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร แบ่งประเภทง่ายๆ ออกเป็นชนิดถาวรกับชั่วคราว โดยชนิดฟิลเลอร์ที่เคยใช้และยังมีใช้อยู่ในไทยมีดังนี้

  1. hyaluronic acid filler หรือ เรียกว่า HA filler เป็นฟิลเลอร์ชนิดเดียวในประเทศไทย ที่ผ่าน อย. ไทย และใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นชนิดชั่วคราว กล่าวคือมีอายุอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 2ปี แล้วจะสลายไปเองตามธรรมชาติ เนื่องจาก HA เป็นองค์ประกอบหลักในชั้นผิวหนังของเราอยู่แล้ว โดย HA ที่ผลิตขึ้นเองในร่างกายเรานั้นมีอายุอยู่ไม่นาน เป็นหลักวัน (ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่เป็นเพียงการส่งสัญญานระหว่างเซลล์ผิวหนังของร่างกายเรา เพื่อกระตุ้นในเกิดความแข็งแรงของผิวหนัง) แล้วก็ถูกสลายไปได้ด้วยเอนไซม์ภายในร่างกายเรา แต่ที่ HA filler อยู่ได้นานเป็นหลักเดือน ก็เพราะ โมเลกุลของ HA filler นั้น เป็นโมเลกุลเชิงซ้อน คือมีพันธะระหว่างกัน ซึ่งต่างกับในร่างกายที่เป็นโมเลกุลเดี่ยว พันธะที่ว่านี้ทำให้ฟิลเลอร์ถูกทำลายด้วยเอนไซม์ยากกว่า ทำให้มีอายุที่นานกว่า ซึ่งฟิลเลอร์ตัวไหนที่แข็งและขึ้นรูปมากกว่า ก็จะอยู่ได้นานกว่า เนื่องจากพันธะระหว่างกันมากกว่า โดยแบรนด์ของฟิลเลอร์ใช้กันอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น Juvederm, Restylane, Belotero, Neuramis เป็นต้น

  2. เติมไขมันตัวเอง งงสิคับ ตามตำราระบุว่าการย้ายและเติมไขมันตัวเองนั้น ก็เป็นฟิลเลอร์ชนิดนึงเช่นกัน เป็นฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราว อยู่ได้หลักเดือนถึงหลักหลายปี ก็แตกต่างจาก HA filler ตรงที่ ระยะเวลาพักฟื้นที่นานกว่า เจ็บตัวหลายที่ อัตราการสลายตัวก็ไม่ต่างกับ HA filler มากนัก ถ้าฉีดมากไปหรือฉีดแล้วไม่สม่ำเสมอ แก้ไขได้อยาก เนื่องจากไม่มียาฉีดสลายเหมือน HA filler แต่ก็มีข้อดีตรงที่เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาหลายตำแหน่ง หรือมีความต้องการเติมในหลายตำแหน่งของใบหน้า ก็จะคุ้มกว่า ยกตัวอย่าง ถ้าลูกค้าคนนึงประเมินแล้ว ต้องใช้การเติมเต็ม 10 ซีซี สมมติราคาตลาด HA filler อยู่ที่ ซีซีละ 12,000 บาท รวมก็ 120,000 บาท เติมไขมันทั่วหน้า ราคาตลาดก็ประมาณ 60,000 บาท เติมไขมันก็จะคุ้มกว่า แถมอาจจะได้มากกว่า 10 ซีซีด้วยซ้ำ

  3. ซิลิโคนเหลว คอลลาเจนจากสัตว์ เป็นประเภทถาวร นิยมใช้มากเหมือน 20 ปีที่แล้ว ไม่ผ่าน อย. ไม่สลาย มักจะสร้างปัญหาในระยะยาว เป็นประเภทที่มักจะทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดกับฟิลเลอร์ และกลัวฟิลเลอร์มาจนถึงปัจจุบันนี้

  4. PLLA filler เป็นฟิลเลอร์ที่ผ่าน US FDA แต่ไม่ผ่าน อย ไทย 5555 แปลกมั้ยครับ นิยมใช้ในอเมริกา และเกาหลี เป็นชนิดชั่วคราว แต่อยู่ได้นานกว่า HA filler แต่ก็ครับ ไม่มีในไทย ก็ไม่รู้จะลงรายละเอียดทำไม

แน่นอนครับตอนนี้ถ้าพูดถึงฟิลเลอร์นั้น อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่ามันคือ HA filler จากนั้นเราก็ต้องมาตามดูกันต่อเลยครับว่าวัตถุประสงค์ของการฉีดฟิลเลอร์มีอะไรบ้างและแต่ละชนิดของฟิลเลอร์แตกต่างกันอย่างไร


วัตถุประสงค์ของการฉีดฟิลเลอร์

หัวข้อนี้จริงๆแล้วสำคัญมากนะครับ หลายคนอาจจะเห็นว่าดูไม่มีอะไร แต่ผมจะแบ่งแบบนี้ว่าจุดประสงค์ของการฉีดฟิลเลอร์ มีอยู่ 2 ข้อครับ ซึ่งจริงๆจะล้อกันกับหัวข้อต่อไปเรื่องฟิลเลอร์แต่ละตัวต่างกันอย่างไร (หัวข้อถัดไป)

  1. ฉีดเพื่อเติมเต็มร่องต่างๆ หรือ เพื่อเติมส่วนที่ขาด เติมเต็มร่องต่างๆเช่น ร่องแก้ม เติมส่วนที่ขาดเช่นในคนคางสั้น อยากให้คางยาวขึ้น ก็คือเป็นการเติมเต็มแบบตรงๆตัว ตรงไหนต้องการเพิ่มเราก็เต็มตรงนั้น

  2. ฉีดเพื่อยกใบหน้า อยากให้ดูรูปด้านล่างซักหน่อยครับ


ผิวหนังที่ใบหน้าของเราประกอบไปด้วย ligament ต่างๆอยู่ภายในเป็นตัวยึดระหว่างผิวหนังกับกระดูก ซึ่งแบ่งใบหน้าออกเป็นไขมันในส่วนต่างๆ ทำให้ใบหน้าเราคงรูปได้ จะเห็นว่าถ้าเราลองดึงปากให้ขึ้นไปอยู่ที่หน้าผากนั่น เราไม่สามารถทำได้ 555 เพราะว่ามันมี ligament พวกนี้รั้งไว้อยู่ครับ ไขมันบนใบหน้าเราก็ถูก ligament เหล่านี้แบ่งออกเป็นไขมันส่วนต่างๆ และligament นี้เอง ก็จะเป็นจุดที่ทำให้เราเห็นความหย่อนคล้อย เห็นร่องต่างๆ เวลาเราแก่ขึ้น เนื่องจากพอเราแก่ขึ้น (รูปขวา) ไขมันดีๆที่หน้าเรา ที่ค้ำ ligament ต่างๆ นี้หายไป ร่วมกับผิวหนังเราขาดความยืดหยุ่น จึงทำให้เห็นความหย่อนคล้อย และร่องต่างๆนั่นเอง


เพราะฉะนั้นหน้าที่ของฟิลเลอร์ (สีม่วง) นี้ก็คือ เข้าไปเติมเต็มไขมันที่ค้ำ ligament ต่างๆนี้ไว้ เพื่อลดความหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้น ก็คือเป็นการยก ligament หรือ ยกใบหน้าเรานั่นเอง โดยเราจะเห็นจากรูปด้านบนว่า ผิวหนังของเรามีหลายระดับชั้น คร่าวๆคือมีสามชั้นตามภาพ ฟิลเลอร์ที่เราฉีดไปนั่นสามารถฉีดหลายระดับชั้นเช่นกัน (พูดถึงในตำแหน่งหน้าแก้ม) ผมแนะนำว่าควรฉีดอย่างละเล็กอย่างละเล็กอย่างละน้อยทุกระดับชั้น เพื่อค้ำ ligament ได้อย่างสมบูรณ์ แต่การที่จะเลือกฉีดในทุกระดับชั้น จำเป็นต้องเลือกชนิดของฟิลเลอร์ให้ดี เนื่องจากฟิลเลอร์ตัวที่แข็งก็ควรฉีดที่ตำแหน่งลึกกว่า ตัวที่นิ่มกว่าก็ควรฉีดทำตำแหน่งที่ตื้นกว่า เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและลดผลข้างเคียงจากการฉีด


แต่อย่างไรก็ดีครับ เนื่องจากความชรานั้น เกิดจากสาเหตุ คือ ไขมันที่ค้ำ ligament หายไป และที่ผิวหนัง กับ ligament ขาดความยืดหยุ่น คือยืดแล้วไม่หด ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าเราฉีดฟิลเลอร์เข้าค้ำ ligament ในคนที่มีความยืดหยุ่นของผิวหนังหายไปมาก จนค้ำได้ 100% มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ? ริ้วรอย ร่องต่างๆก็จะหายไปครับ แต่จะแทนที่ด้วย ความดูบวมๆแบบไม่เป็นธรรมชาตินั่นเอง


HA filler แต่ละตัวต่างกันอย่างไร

ก่อนอื่นครับ ผมคงไม่สามารถที่จะเล่าว่าแต่ละแบรนด์ต่างกันอย่างไรได้ เพราะเดี๋ยวเค้ามาเห็นเค้าจะฟ้องร้องเอาครับ แต่ที่จะเล่าคงจะเป็นเรื่องทฤษฎีคร่าวๆฟิลเลอร์กันครับ คือแบบนี้ครับ ฟิลเลอร์แต่ละตัวนั้นความแข็งที่ต่างกันอยู่บ้างคับ ทำให้การเลือกใช้ฟิลเลอร์ในแต่ละตำแหน่งของใบหน้าก็มีความแตกต่างกัน โดยจะพิจารณาจาก 2 ประการดังนี้

  1. ความเกาะกันของฟิลเลอร์ ถ้าตัวไหนมีความเกาะกันมาก ก็เหมาะสมจะฉีดในตำแหน่งที่ต้องการเติมที่ร่อง ที่เป็นเส้นๆ เช่นร่องแก้ม หรือเหมาะกับตำแหน่งที่ต้องการให้ขึ้นรูปแต่ไม่ต้องการเรื่องยกหน้า เช่น คาง เป็นต้น

  2. ความหนืดและความยืดหยุ่น ความหนืดและความยืดหยุ่นนี้ เป็นกลไกหลักสำคัญของ lifting effect ของฟิลเลอร์ ถ้ามีมากก็จะทำให้ยกใบหน้าได้มาก ถ้ามีความหนืดและความยืดหยุ่นสูงเวลาเราฉีดเพื่อไปค้ำ ligament แล้วนั้น ฟิลเลอร์ก็จะคงรูปไม่ถูกกดทับด้วย ligament จนเสียรูป ซึ่งต่างกับถ้าเราเอาฟิลเลอร์ที่มีความหนืดและความยืดหยุ่นที่น้อย ไปฉีดเพื่อยกหน้าหรือ ค้ำ ligament ก็จะค้ำไม่อยู่เพราะฟิลเลอร์ก็จะถูกกดทับด้วย ligament จนเสียรูปนั่นเอง



สรุป

การฉีดฟิลเลอร์ให้ได้ผลดีนั้นผมมองว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องของศิลปะไปซะทั้งหมด จริงๆทุกอย่างมันมีทฤษฎีรองรับ มีเหตุและผลของมัน ศิลปะมันจะไปอยู่ที่การเลือกว่าเราจะให้ฟิลเลอร์ตัวไหน ฉีดตำแหน่งไหนของใบหน้า และอยู่ที่จะทำอย่างไรให้ใช้ฟิลเลอร์ในปริมาณที่ไม่มากจนไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ลูกค้าพึ่งพอใจมากกว่า


อย่าลืมรับชมภาพเคสรีวิวได้ดีที่ >>> รวมภาพรีวิวเคสปกป้องคลินิก


และสามารถติดต่อเราได้ที่ >>>




ดู 776 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด

Comments


bottom of page